วรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ จนถึงสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๒๗๕ ถึง
พ.ศ. ๒๓๑๐ รวมเวลา ๓๕ ปี มีวรรณคดี ๑๔ เรื่อง ดังนี้
๓.๑ โคลงชลอพระพุทธไสยาสน์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ
๓.๒ จินดามณี ฉบับพระเจ้าบรมโกศ
๓.๓ บทละครเรื่องอิเหนาใหญ่หรือดาหลังพระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าหญิงกุลฑล
๓.๔ บทละครเรื่องอิเหนาเล็กหรืออิเหนาพระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ
๓.๕ โคลงนิราศเจ้าอภัย พระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าอภัย

วรรณคดีที่ใช้เพื่อประกอบพิธีกรรม

พระมาลัยค้าหลวง เป็นวรรณคดีที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ทรงพระนิพนธ์โดย
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ เมื่อปี พ.ศ. 2280 ทานองเช่นเดียวกับกาพย์มหาชาติ กล่าว คือ แต่งด้วยร่ายสุภาพ บางแห่งมีลักษณะคล้ายกาพย์ยานีปนอยู่บ้าง แต่เดิมนั้นพระมาลัยคาหลวงใช้สวดในงานมงคลสมรส ต่อมาเปลี่ยนไปใช้สวดเฉพาะงานศพหรือสวดหน้าศพ
พระมาลัยคาหลวง มีทานองแต่งคล้ายกาพย์มหาชาติ คือ จะมีการแทรกบทบาลีน้อยกว่านันโทปนันทสูตรคาหลวง ใช้ถ้อยคาสานวนง่าย ราบเรียบชัดเจนกว่านันโทปนันทสูตรคาหลวง เรื่องพระมาลัยเป็นที่ติดใจแพร่หลายมาช้านาน เช่น นาไปสวดในงานแต่งงานและงานศพ วาดภาพไว้ตามวัดและหล่อรูปพระมาลัยไว้ก็มี เนื้อเรื่องพระมาลัยดีเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย ประกอบกับเชิงชั้นการบรรยายและใช้ถ้อยคาอันสูงส่งของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์หนังสือพระมาลัยคาหลวงจึงถือเป็นวรรณคดีขั้นมาตรฐานได้เรื่องหนึ่ง

วรรณคดีที่ใช้เพื่อการสั่งสอน
นันโทปนันทสูตรค้าหลวง เป็นวรรณคดีพุทธศาสนา ในสมัยอยุธยา เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง)ทรงพระนิพนธ์ขึ้น โดยมีลักษณะคาประพันธ์เป็นร่ายยาว นาด้วยภาษาบาลี แล้วขยายเป็นร่าย สลับกันเรื่อยไปจนจบ
จุดมุ่งหมายของวรรณคดีเล่มนี้ ก็เพื่อเผยแผ่คาสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา และก่อให้เกิดศรัทธาในพุทธศาสนา โดยทรงนาเนื้อเรื่องมาจากคัมภีร์ทีฆนิกาย ชื่อ นันโทปนันทสูตร
เรื่องย่อมีอยู่ว่า ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงมีพุทธบัญชาให้พระมหาโมคคัลลานะเถระ ไปปราบพญานาค อันมีนาม นันโทปนันทะ ให้คลายทิฏฐิมานะลง เมื่อพญานันโทปนันทะคลายทิฏฐิมานะลง ได้แปลงร่างเป็นมาณพหนุ่ม ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าและได้รับศีล ๕ จากพระพุทธองค์ แต่ด้วยความที่ตนยังอยู่ในภูมิของกึ่งเทพกึ่งเดรัจฉาน จึงยังมิอาจยังให้เกิดการบรรลุธรรมได้ แต่ก็ยอมรับนับถือพระพุทธองค์ไปตลอดชีวิต แสดงให้เห็นสุภาษิตว่า ควรชนะคนไม่ดีด้วยความดี คือ เราควรสอนให้คนพาลกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี มีดวงตาเห็นธรรม คือ อริยสัจ เข้าสู่ความหลุดพ้น สามารถนามาใช้ในชีวิตประจำวันได้

วรรณคดีที่ใช้เพื่อประกอบพิธีกรรม
กาพย์เห่เรือ เป็นคาประพันธ์ประเภทหนึ่ง แต่งไว้สาหรับขับร้องเห่ในกระบวนเรือ โดยมีทานองเห่ที่สอดคล้องกับจังหวะการพายของฝีพาย ว่าช้า หรือเร็ว มักจะมีพนักงานขับเห่หนึ่งคนเป็นต้นเสียง และฝีพายคอยร้องขับตามจังหวะ พร้อมกับการให้จังหวะจากพนักงานประจาเรือแต่ละลา
กาพย์เห่เรือนั้น ใช้คาประพันธ์ 2 ชนิดด้วยกัน นั่นคือ กาพย์ยานี 11 และโคลงสี่สุภาพ เรียงร้อยกันในลักษณะที่เรียกว่า กาพย์ห่อโคลง โดยมักขึ้นต้นด้วยโคลง 1 บท แล้วตามด้วยกาพย์ยานี เรื่อยไป จนจบตอนหนึ่งๆ เมื่อจะขึ้นตอนใหม่ ก็จะยกโคลงสี่สุภาพมาอีกหนึ่งบท แล้วตามด้วยกาพย์จนจบตอน เช่นนี้สลับกันไป
กาพย์เห่เรือที่เก่าแก่ที่สุด ที่พบในเวลานี้ คือ กาพย์เห่เรือในเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยอยุธยาตอนปลาย ทรงแต่งไว้ 2 เรื่อง คือบทเห่ชมเรือ ชมปลา ชมไม้ และชมนก มีลักษณะเป็นเหมือนนิราศ กับอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องกากี สันนิษฐานกันว่ากาพย์เห่เรือ เดิมคงจะแต่งเพื่อขับเห่กันเมื่อเดินทางไกลในแม่น้าลาคลอง แต่ในภายหลังคงมีแต่เจ้านายหรือพระราชวงศ์ชั้นสูง และสุดท้ายมีใช้แต่ในกระบวนเรือของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น กาพย์เห่เรือไม่นิยมประพันธ์กันมากนัก เนื่องจากถือเป็นคาประพันธ์สาหรับใช้ในพิธีการ คือ ในกระบวนเรือหลวง หรือกระบวนพยุหยาตราชลมารค ไม่นิยมใช้ในพิธีหรือสถานการณ์อื่นใด การแต่งกาพย์เห่เรือจึงมักแต่งขึ้นสาหรับที่จะใช้เห่เรือจริงๆ ซึ่งในแต่ละรัชกาล มีการเห่เรือเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s